สินค้าใหม่ ปุ๋ยธาตุรอง ผสมฮิวมิค ฟูลวิค และฮอร์โมนจำนวนมาก
“แบล็คแคล”
สุดยอดธาตุรองรวมอาหารเสริมในตัว
ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ใช้ร่วมกัน ลดต้นทุน
สมบูรณ์ที่สุด !!!
แบล็คแคล.
ธาตุอาหาร และฮอร์โมนรวมผสมพิเศษ
แคลเซียม 15% + แมกนีเซียม 5% + กำมะถัน 10%
+ ฮอร์โมนรวม + ~Humic + Fulvic
อุดมไปด้วยแคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน
จุลธาตุ ฮอร์โมน และสารที่ให้ประโยชน์
ใช้รองก้นหลุม และใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีได้ดีเยี่ยม
เพิ่ม และปรับปรุงคุณภาพดิน
แก้ปัญหาดินเสื่อมโทรม ดินกรด ดินเค็ม
ละลายน้ำได้ดีเยี่ยม ไม่จับตัวแข็ง ต่างจากปูนชนิดอื่น
ใช้ได้ทุกช่วง โดยเฉพาะช่วงเตรียมดิน
ช่วงเพาะเมล็ด และช่วงให้ผลผลิต
ใช้ได้กับพืชทุกชนิด ทั้งผัก ผลไม้
พืชไร่ นาข้าว ยางพารา และปาล์มน้ำมัน
อุดมไปด้วยแคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน จุลธาตุ ฮอร์โมนจำนวนมาก
และสารที่ให้ประโยชน์ ปลอดภัยต่อสิ่งมีชีวิต และรักษาสิ่งแวดล้อ
ถูกต้องตามหลักวิชาการ 100%
ไม่ต้องเสี่ยงกับโฆษณาเกินจริง
ใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีได้ดีเยี่ยม ละลายน้ำได้ดีมาก ใช้เพื่อปรับปรุงแก้ไข
สภาพดินเค็ม และดินเปรี้ยว โดยเฉพาะดินเค็มได้เป็นอย่างดี
ไม่ทำให้ดินแข็ง และสามารถแทรกซึมลงสู่ดินชั้นล่าง
แทรกซึมถึงเขตรากพืชได้มากกว่า






———————————————————————–
ขุดหัวมันฝรั่ง ไร่ละ 5 ตันเหนาะ ๆ
จากคุณโต้ง ต.หลงปง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่
“หัวใหญ่ ได้น้ำหนัก ได้เกรด ผลผลิตดีมาก”


———————————————————————–
พ่อเลี้ยงเทศ สมาชิกสภาเทศบาล ชัยปราการ
ฟื้นต้นสวนลำใย และเก็บผลผลิตรอบแรกไปแล้ว

———————————————————————–
แปลงข้าว กข.31
เมล็ดเต็ม น้ำหนักดี


———————————————————————–
“แบล็คแคล” ธรรมชาติ 100%
หาซื้อได้ที่ร้านค้าเคมีเกษตร ร้านปุ๋ยยา หรือวัสดุก่อสร้างทั่วประเทศ
สนใจสินค้า หรือเป็นตัวแทนจำหน่าย ติดต่อโดยตรง
คุณธนากร คุ้มตรีทอง
โทร 0811979878
มีนักวิชาการทุกเขตในประเทศไทย
เพื่อคอยจัดประชุม แนะนำสินค้า และทำการทดลอง
ปุ๋ยเคมีตราน้ำดอกไม้ และตราดาว 7 ดวง
35-5-0 * สูตรพิเศษ คุณภาพเต็ม ได้ผลดี
17-17-17 * สูตรเสมอสูตรสูง เต็มแน่นอน
13-13-21
20-8-20
16-16-8
29-5-18
15-15-15
16-8-8
30-0-0
20-10-12
16-20-0
ปุ๋ยอินทรีย์เคมีตราดอกโชค
7-3-8
8-7-0
8-3-3
ปุ๋ยอินทรีย์ตราน้ำดอกไม้ และตราดาว 7 ดวง
มาตรฐานกรมวิชาการเกษตร อินทรีย์วัตถุ 20%
มาตรฐานกรมพัฒนาที่ดิน อินทรีย์วัตถุ 30%
สารปรับปรุงดิน
แบล็คแคล
ยิปซัมผง,เม็ด
โดโลไมท์ผง,เม็ด
ลีโอนาร์ไดท์ผง,เม็ด
เบนโทไนท์
ปุ๋ยอินทรีย์ผงสำหรับปั้นเม็ด
สนใจติดต่อสอบถามเขตการขาย และราคาได้ที่
คุณธนากร 0811979878
อาการของการขาดธาตุรองในพืช : ตัวอย่างอ้อย
Posted by admin in การเปิดร้านเคมีเกษตร, ความรู้เรื่องเคมีเกษตร, ดิน และธาตุอาหาร, ปุ๋ยอินทรีย์.ปุ๋ยชีวภาพ, ปุ๋ยเคมี, สารปรับปรุงดิน on 10 กรกฎาคม 2012
แคลเซียม (Calcium : Ca)
ธาตุแคลเซียมมีประโยชน์ ช่วยให้อ้อยนำไนโตรเจนมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ช่วยปรับสภาพความสมดุลของฮอร์โมนพืช เป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์ในรูปของ แคลเซียมเปคเตต ( Calcium pectate) ช่วยในการแบ่งเซลล์ที่ปลายรากและยอด ช่วยในการทำงานของเอนไซม์และธาตุบางธาตุ ช่วยสร้างโครงสร้างของโครโมโซม ( Chromosome) ส่งเสริมการเกิดปมที่รากถั่ว ช่วยในการงอกและการเจริญเติบโตของละออง เกสรตัวผู้ ( Pollen) ช่วยลดความเป็นพิษจากสารพิษต่างๆ เช่น กรดออกซาลิก เปลี่ยนเป็นแคลเซียมออกซาเลต ถ้าอ้อยขาดธาตุแคลเซียม ใบอ่อนมีลักษณะผิดปกติ ยอดกุด ใบมีสีเหลืองซีด และเล็กลง ระบบรากไม่เจริญเท่าที่ควร โครงสร้างลำต้นอ่อนแอ หักล้มง่าย ตาและยอดอ่อนแห้งตาย พืชออกดอกเร็วเกินไป ใบที่อยู่ชั้นในสุดรวมตัวติดกัน ทำให้แมลง เข้าไปอาศัยและทำลายพืชได้
แมกนีเซียม (Magnesium : Mg)
ธาตุแมกนีเซียมเป็นธาตุที่เคลื่อนย้ายได้ง่าย ธาตุแมกนีเซียมช่วยในการทำงานของเอนไซม์หลายชนิด เป็นองค์ประกอบหนึ่งของคลอโรฟิลล์จึงมีส่วนในการสังเคราะห์แสง และการสังเคราะห์โปรตีนธาตุแมกนีเซียมมีประโยชน์ เป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลด์ เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ เช่นเอนไซม์ที่เปลี่ยนสารคาร์โบไฮเดรท คือ คาร์บอกซีเลส ( Carboxylase) ช่วยในการดูดธาตุฟอสฟอรัส ช่วยสังเคราะห์น้ำมันร่วมกับธาตุกำมะถัน ควบคุมปริมาณแคลเซียม และช่วยการเคลื่อนย้ายน้ำตาลในพืช ช่วยสร้างรงควัตถุ ( Pigments) และสารสีเขียว
ถ้าอ้อยขาดธาตุแมกนีเซียม ลำต้น กิ่ง อ่อนแอ เปราะและหักง่าย ใบเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แต่เส้นใบยังเขียว อัตราการเจริญเติบโตลดลง การป้องกันและแก้ไขการขาดแมกนีเซียมสามารถทำได้โดยใส่ปุ๋ยแมกนีเซียม ปุ๋ยคอกและวัสดุอินทรีย์อื่นๆ
กำมะถัน (Sulphur : S)
ธาตุกำมะถัน หรือธาตุซัลเฟอร์ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของกรดอะมิโนและโคเอนไซม์ ที่ช่วยในการสร้างคลอโรฟิลล์และสังเคราะห์โปรตีน ช่วยในกระบวนการหายใจของอ้อยเพื่อการสร้างพลังงาน ช่วยให้พืชปรุงอาหารและผลิตน้ำมัน โดยเฉพาะพืชที่มีน้ำมันไม่ควรขาดธาตุกำมะถัน ช่วยการเจริญเติบโตของราก ควบคุมการทำงานของแคลเซียม ช่วยสร้างคลอโรฟิลล์และช่วยในกระบวนการสังเคราะห์แสง
ถ้าอ้อยขาดธาตุกำมะถัน หรือธาตุซัลเฟอร์ ธาตุกำมะถันไม่ค่อยเคลื่อนย้ายในอ้อย ทำให้อาการขาดเกิดกับใบอ่อนก่อนคือ มีขนาดเล็กและสีเหลืองซีด อ้อยที่ขาดธาตุกำมะถันจะมีอาการคล้ายกับการขาดไนโตรเจน ต่างกันตรงที่การขาดไนโตรเจนจะเกิดที่ใบแก่ก่อน แต่การขาดกำมะถันจะเกิดที่ใบอ่อนก่อนแล้วตามด้วยใบแก่ โดยเริ่มแรกที่กาบใบจะมีสีเหลืองแล้วลุกลามสู่ใบ
เหล็ก (Ferrus : Fe)
ธาตุเหล็กเป็นธาตุที่ช่วยกระตุ้นการหายใจ และการปรุงอาหาร ช่วยดูดธาตุอาหารอื่น ช่วยสร้างโปรตีน ส่งเสริมให้เกิดปมถั่ว นอกจากนี้ยังเป็นองค์ประกอบของเอ็นไซม์สำหรับสร้าง chlorophyll, ไซโตโครม ( Cytochrome) ในไมโตคอนเตีย ( Mitochondia)
ถ้าอ้อยขาดธาตุเหล็ก จะทำให้พืชขาดคลอโรฟิลล์ ใบจะมีสีเหลือง ส่วนเส้นใบยังเขียวอยู่หรือใบมีจุดสี น้ำตาล และเกิดการชะงักการเจริญเติบโต แต่ถ้าได้รับมากเกินก็จะเกิดธาตุเหล็กเป็นพิษได้(Iron toxicity)
แมงกานีส (Manganese : Mn)
ธาตุแมงกานีส เป็นธาตุที่ช่วยในกระบวนการสังเคราะห์แสง กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์หลายชนิด โดยเฉพาะเกี่ยวกับกระบวนการ การหายใจของอ้อย ควบคุมการทำงานเมตาบอลิซึมของธาตุเหล็กและธาตุไนโตรเจน และช่วยในการสร้างเอนไซม์หลายชนิด เช่น ออซิเดส ( Oxidase) เปอร์ออกซิเดส ( Peroxidase) และดีไฮโดรจิเนส ( Dehydrogenase)
ถ้าอ้อยขาดธาตุแมงกานีส ใบอ่อนมีสีเหลืองซีด หรือเป็นจุดแต่เส้น ใบยังมีสีเขียว ใบอ่อนเปลี่ยนเป็นสีต่าง ๆ เช่น เทา ส้ม เหลือง ใบอ้อย เรียกว่า สตรีคดีซีส ( Streak disease) ใบข้าว เรียกว่า เกรย์สเปค ( Grey pec) ในถั่ว เรียกว่า มาร์บสปอร์ต ( Marsh spot) แตกพุ่มน้อย เจริญเติบโตช้าไม่ออกดอก
สังกะสี (Zinc : Zn)
ธาตุสังกะสี เป็นธาตุที่ช่วยในการเจริญเติบโตของตา ยอด ยืดข้อปล้อง ช่วยสังเคราะห์ฮอร์โมน โปรตีนและคลอโรฟิลล์ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของผนังเซลล์ ( Cell membrane) และเอนไซม์คาร์บอนิค แอนไฮเดรต ( Carbonic anhydrase) แอลกอฮอลส์ ดีไฮโดรจีเนส ( Alcoholic dehydrogenase) ช่วยส่งเสริมธาตุฟอสฟอรัสธาตุไนโตรเจนให้เป็นประโยชน์มากขึ้น มีส่วนในการขยายพันธุ์พืชบางชนิดและ เสริมสร้างให้พืชเติบโตเป็นปกติ มีผลต่อการแก่และการสุกของพืช
ถ้าอ้อยขาดธาตุสังกะสี การยืดของต้นเกิดขึ้นช้า ทำให้พืชแคระ แกรน ข้อสั้น เช่น โรคโรเซทติง ( Rosetting) ในข้าวโพด มียอดขาว ข้อสั้น เป็นพุ่ม ใบเกิดเป็นทางขาว ๆ ( White bud) มักแสดงที่ ใบที่ 2 หรือ ใบที่ 3 ของใบแก่ ผลิตฮอร์โมนได้น้อยลงทำให้พืชไม่ออกผล
ทองแดง (Copper : Cu)
ธาตุทองแดง เป็นธาตุที่ช่วยในสร้าง และป้องกันความเสียหายของคลอโรฟิลล์ ช่วยให้พืชดูดธาตุเหล็กได้ดีขึ้น เป็นองค์ประกอบของโปรตีน และเอนไซม์ กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ ช่วยในการหายใจและการสังเคราะห์แสง มีความสัมพันธ์ต่อการเปลี่ยนแปลงของรากและ มีความสำคัญมากในช่วงออกดอก ช่วยในการเมตาโบลิซึมของไขมัน
ถ้าอ้อยขาดธาตุทองแดง ใบอ่อนมีสีเข้มในตอนแรก ต่อไปจะแห้งตายในที่สุด ลำต้นมีปล้องสั้นผิดปกติ พืชชงักการเจริญเติบโต
ประโยชน์สำคัญของแคลเซียม แมกนีเซียม และกำมะถัน
Posted by admin in การเปิดร้านเคมีเกษตร, ความรู้เรื่องเคมีเกษตร, ดิน และธาตุอาหาร on 10 กรกฎาคม 2012
ธาตุแคลเซียม
เป็นธาตุที่ต้นพืชนำไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตในตัวพืช ช่วยส่งเสริมการนำธาตุไนโตรเจนจากดินมาใช้เห้เป็นประโยชน์มากขึ้น ในระยะออกดอกและระยะที่สร้างเมล็ดพืชจะมีความจำเป็นมาก เพราะธาตุแคลเซียมจะมีส่วนในการเคลื่อนย้ายและเก็บรักษาคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนในพืช เพื่อนำไปใช้ในการสร้างผลและเมล็ดต่อไป
อาการของพืชที่ขาดแคลเซียมจะพบมากในบริเวณยอด และปลายราก ยอดอ่อนจะแห้งตาย และใบจะมีการการม้วนงอไปข้างหน้าและขาดเป็นริ้ว ๆ ซึ่งจะเกิดที่ใบอ่อนก่อน แก้ไขโดยการใส่ปูนขาว หินปูนบด หินปูนเผา เพื่อปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน หรือการใส่ปุ๋ยคอกบำรุงดิน
ธาตุแมกนีเซียม
เป็นองค์ประกอบของส่วนที่เป็นสีเขีย ทั้งที่ใบและส่วนอื่น ๆ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างอาหารและโปรตีนพืช
อาการขาดแมกนีเซียมจะสั่งเกตได้จาบใบพืช ที่เหลืองซีดบริเวณเส้นกลางใบที่อยู่ใกล้กับผล ถ้าหากอาการขาดรุ่นแรงใบแก่จะมีอาการมากกว่าใบอ่อน
การขาดธาตุแมกนีเซียม จะทำให้ผลผลิตลดน้อยลงและต้นพืชทรุดโทรมอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสาเหตุที่พืชขาดธาตุแมกนีเซียมนั้น เพราะปริมาณแมกนีเซียมที่อยู่ในดินถูกชะล้างลึกลงไปเกินกว่าที่รากพืชจะดึงดูดมาใช้ได้ และการที่มีปริมาณโปแตสเซียมสะสมในดินมากเกินไปก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่สำคัญ
การแก้ไข สามารถทำได้โดยการปรับปรุงสภาพดิน ความเป็นกรด ด่างของดินให้เหมาะสมต่อการดูดเข้าไปใช้ของพืช และมีการใช้ปุ๋ยโปแตสเซียมที่พอเหมาะ ที่สำคัญก็คือ การฉีดพ่นทางใบด้วยธาตุอาหารเสริม ซึ่งมีธาตุแมกนีเซียมในรูปที่พืชสามารถนำปใช้ได้ทันที
วัฏจักรแคลเซียมเป็นการหมุนเวียนของแคลเซียมในสิ่งแวดล้อม แคลเซียมเป็นธาตุที่มีความสำคัญต่อการทำงานของเอนไซม์หลายชนิดและเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของผนังเซลล์ของแบคทีเรีย การตกตะกอนและการละลายในรูป CaCO3 และ Ca[HCO3]2 มีความสำคัญอย่างมากในสิ่งแวดล้อม การตกตะกอนของ CaCO3 เกี่ยวข้องกับการสร้างโครงสร้างภายนอกของจุลินทรีย์และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ส่วนสัตว์มีกระดูกสันหลังจะสะสม CO32- ในกระดูกและฟัน
Ca[HCO3]2ละลายน้ำได้ดีกว่าCaCO3 สมดุลระหว่าง CO32- และ HCO3- ควบคุมโดยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ละลายน้ำในรูป H2CO3 การเพิ่มไฮโดรเจนอิออนทำให้การละลายของ CO32- ดีขึ้น ส่วนสภาวะที่เป็นกลางหรือเบส จะทำให้ CO32- ตกตะกอนได้ดีขึ้น โดยในสภาวะที่เป็นเบสนี้จะมี Ca2+มาก CO32- จึงตกตะกอนในรูป CaCO3 กระบวนการที่มีผลต่อการตกตะกอนของ CaCO3 โดยสิ่งมีชีวิตคือกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ซึ่งโดยทั่วไปในน้ำทะเล Ca2+จะอยู่ในรูปของ Ca[HCO3]2 ที่สมดุลกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
เมื่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกใช้ไปในการสังเคราะห์ด้วยแสง ทำให้ Ca[HCO3]2 ถูกเปลี่ยนเป็น CaCO3 มากขึ้น กลไกนี้มีความสำคัญมากในแนวปะการัง แม้ว่าในน้ำทะเลจะมี Mg2+ อยู่มากและมีพฤติกรรมคล้าย Ca2+แต่เนื่องจาก MgCO3 ละลายน้ำได้ดีกว่า CaCO3 Ca2+ จึงถูกนำไปใช้ในโครงสร้างของสิ่งมีชีวิตมากกว่า
สำหรับวัฎจักรแมกนีเซียมจะคล้าย ๆ กันกับแคลเซียมเกือบทั้งหมด
ธาตุกำมะถัน
กำมะถันมีความจำเป็นต่อการสร้างโปรตีนพืช เป็นองค์ประกอบของวิตามินบางตัวที่มีผลทางอ้อมต่อการสร้างสีเขียวของพืช ซึ่งจะช่วยให้เกิดการหายใจและการปรุงอาหารพืช
พืชที่ขาดกำมะถันจะมีเสียเขียวอ่อน หรือเหลืองคล้าย ๆ อาการขาดไนโตรเจน ใบขนาดเล็กลง ยอดของพืชจะชะงักการเจริญเติบโต ลำต้นและกิ่งก้านลีบเล็ก อาการขาดธาตุกำมะถันจะมีอาการแตกต่างจากขาดธาตุไนโตรเจน คือจะปรากฏที่ยอดอ่อนก่อน ส่วนใบล่างยังคงปกติ ถ้าอาการรุนแรงใบล่างก็จะมีอาการด้วยเช่นกัน ซึ่งจะตรงข้ามกับอาการของการขาดไนโตรเจน จะแสดงอาการที่ใบล่างก่อน
ดินที่มักพบเสมอว่าขาดธาตุกำมะถันคือ ดินทราย ซึ่งมีอินทรีย์วัตถุน้อย การเพิ่มกำมะถันในดิน นอกจากจะมีการใส่กำมะถันผงโดยตรงแล้ว การใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยพืชสด ก็เป็นวิธีการแก้ปัญหาการขาดธาตุกำมะถันในดินได้เช่นกัน แต่ข้อควรระวังในการใส่กำมะถันก็คืน หากใส่มากเกินความจำเป็นจะทำให้ดินเป็นกรดได้
![]()
การหมุนเวียนของกำมะถันในแต่ละส่วนของระบบนิเวศสรุปได้ดังนี้
ชั้นของหินเปลือกโลกเป็นแหล่งสำคัญของกำมะถัน การออกจากระบบพื้นผิวโลกเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และการชะลงสู่ชั้นของน้ำใต้ดิน นอกจากนั้น กิจกรรมของมนุษย์ยังมีส่วนต่อการเคลื่อนย้ายของกำมะถัน ทั้งโดยการเผาไหม้เชื้อเพลิง การถลุงแร่และการผลิตปุ๋ย
ชั้นของดิน ที่มาของกำมะถันในดินมาจากการชะล้าง ผุพัง และจากบรรยากาศ รวมทั้งการใส่ปุ๋ย กำมะถันในดินจะถูกเปลี่ยนรูปไปทั้งโดยปฏิกิริยาเคมีและสิ่งมีชีวิต ในดินชั้นบน กำมะถันจะอยู่ในสารอินทรีย์ ส่วนดินชั้นล่างจะอยู่ในรูปสารอนินทรีย์ ในดินที่มีการระบายอากาศดี กำมะถันจะอยู่ในรูปของซัลเฟต แต่ในดินที่มีการระบายอากาศไม่ดีเช่นมีน้ำท่วมขัง กำมะถันจะอยู่ในรูปซัลไฟด์ แต่เมื่อเติมก๊าซออกซิเจนลงไป ซัลไฟด์จะเปลี่ยนเป็นซัลเฟต ซัลเฟตละลายน้ำได้ดีจึงถูกชะออกจากดินได้ง่าย การย่อยสลายสารอินทรีย์ที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ จะได้กำมะถันในรูปของก๊าซ ส่วนหนึ่งจะระเหยไปสู่บรรยากาศ ส่วนหนึ่งจะกลับไปอยู่ในรูปของซัลเฟตอีก ทั้งในปฏิกิริยาเคมีและสิ่งมีชีวิต
สิ่งมีชีวิต เมื่อกำมะถันเข้าสู่สิ่งมีชีวิตจะถูกนำไปสร้างเป็นโปรตีน วิตามิน หรือสารประกอบอื่นๆ และจะถูกเปลี่ยนกลับเป็นซัลเฟตหรือสารประกอบอื่นๆของกำมะถันได้เมื่อสิ่งมีชีวิตตาย
บรรยากาศ สารประกอบของกำมะถันในบรรยากาศได้แก่ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S)สารประกอบอินทรีย์ของกำมะถันที่ระเหยได้ และซัลเฟตในบรรยากาศ แหล่งที่มาได้แก่ ก๊าซจากการระเบิดของภูเขาไฟ ฝุ่นละอองที่มากับลม ก๊าซจากสิ่งมีชีวิต และกิจกรรมของมนุษย์ การคงอยู่ของก๊าซเหล่านี้ในบรรยากาศสั้นมากและขึ้นกับความคงตัวทางโมเลกุลด้วย การออกซิไดส์ของก๊าซเหล่านี้ขึ้นกับอุณหภูมิ ความชื้น และแสงอาทิตย์
ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ส่วนใหญ่มาจากการกระทำของมนุษย์ ในขณะที่จุลินทรีย์จะผลิต COS, CS2, และ (CH3)2S ผลิตภัณฑ์สุดท้ายจากการออกซิไดส์ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์และก๊าซที่มีกำมะถันอื่น ๆ คือ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และซัลเฟต แต่โดยทั่วไปซัลเฟตจะเข้าสู่บรรยากาศโดยยละอองน้ำจากทะเลและฝุ่นละอองที่มากับลม การออกจากบรรยากาศเกิดขึ้นโดยการรวมตัวกับน้ำ เกิดเป็นฝนกรดและลงสู่พื้นดิน หรือรวมตัวกับธาตุอื่นๆแล้งตกมายังพื้นโลก
แหล่งน้ำ ในมหาสมุทร กำมะถันจะอยู่ในรูปซัลเฟตที่ละลายน้ำ ซึ่งมาจากแม่น้ำและฝน ในดินตะกอนจะมีสารประกอบกำมะถันในสภาพรีดิวซ์ปะปนอยู่ กำมะถันจะออกจากแหล่งน้ำโดยถูกซัดปนไปกับละอองน้ำ หรือโดยการระเหยในรูปก๊าซที่เกิดจากการกระทำของจุลินทรีย์
การเปลี่ยนรูปของกำมะถัน
sulfur oxidation เกิดขึ้นโดยกิจกรรมของแบคทีเรียกลุ่มที่ออกซิไดส์กำมะถัน เช่น Thiobacillus, Metallogenium
Thiobacillus เป็นแบคทีเรียแกรมลบ ไม่สร้างสปอร์ รูปร่างเป็นแท่ง ส่วนใหญ่เคลื่อนที่ได้ด้วยแฟลกเจลลา จะออกซิไดส์กำมะถันจาก SH- จนเป็นซัลเฟต
Sulfolobus acidocaldarious เป็นแบบคทีเรียทนอุณหภูมิสูงและทนกรด สามารถออกซิไดส์ กำมะถัน ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ และ Fe2+ได้ พบในน้ำพุร้อนที่เป็นกรดทั่วโลก
Beggiatoa เป็นแบคทีเรียที่มีฟิลาเมนต์และมีก้อนกำมะถันภายในเซลล์ พบในบริเวณรากพืชที่เจิญในน้ำท่วมขัง เช่นนาข้าว แบคที่เรียกลุ่มนี้จะเปลี่ยนก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ ที่เป็นพิษต่อพืชไปเป็นธาตุกำมะถัน
แบคทีเรียที่สังเคราะห์ด้วยแสงโดยใช้ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ มี 2 กลุ่มคือแบคทีเรียสีม่วงและแบคทีเรียสีเขียว แบคทีเรียสีเขียวพบในบริเวณที่มีความเข้มข้นของก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ สูง (4-8 mM) ในขณะที่แบคทีเรียสีม่วงพบในบริเวณที่มีก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ ปานกลาง ส่วนแบคทีเรียที่ไม่มีสีม่วงพบในบริเวณที่มีความเข้มข้นของก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ ต่ำ แบคทีเรียเหล่านี้จะทำงานร่วมกับแบคทีเรียที่รีดิวซ์กำมะถันในธรรมชาติ เจริญในสภาวะไร้ออกซิเจนเท่านั้น
sulfur reduction จุลินทรีย์ส่วนใหญ่ใช้ซัลเฟตเป็นแหล่งของกำมะถันสำหรับการเติบโต การรีดิวซ์กำมะถันแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือการนำกำมะถันไปเป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต เช่น -SH ในโปรตีน และการเปลี่ยนซัลเฟตไปอยู่ในรูปก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ ตัวอย่างเช่นแบคทีเรีย Desulfovibrio และ Desulfotomaculum
Mineralization เป็นการเปลี่ยนรูปกำมะถันในสารประกอบอินทรีย์ให้อยู่ในรูปอนินทรีย์ ปริมาณการเกิด Mineralization ของกำมะถันขึ้นกับอัตราส่วนระหว่างคาร์บอนกับกำมะถัน เมื่ออัตราส่วนนี้น้อยกว่า 200 จะปล่อยกำมะถันเข้าสู่ดินในรูปซัลเฟต แต่ถ้ามากกว่า 400 จะมีการนำซัลเฟตออกจากดินด้วยกระบวนการตรึง
Volatilization คือการระเหยของกำมะถัน สารประกอบอินทรีย์ของกำมะถันที่ระเหยได้รวมทั้งก๊าซที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ เกิดจากกิจกรรมของจุลินทรีย์ที่เติบโตในสภาวะไร้ออกซิเจน
กับดักแมลงต้นทุนต่ำ
ในกระบวนการผลิตทางการเกษตร เกษตรกรมักประสบปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูพืชที่สร้างความเสียหายแก่ผลผลิตที่ได้ให้มีคุณภาพ จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายในการป้องกันกำจัดโดยเฉพาะการใช้สารเคมี นอกจากทำให้เพิ่มต้นทุนการผลิตแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อตัวเกษตรกร ต่อผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม งานวิชาการเกษตร ศูนย์ฯ ได้ตระหนักถึงปัญหาและความสำคัญกับการวางแนวทางป้องกันและควบคุมการระบาดของแมลงศัตรูพืชการใช้กับดักแมลงต้นทุนต่ำ ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถควบคุมการระบาดของแมลงศัตรูพืช โดยเฉพาะหนอนชนิดต่างๆ ได้ผลดี โดยไม่ต้องใช้สารเคมี


อุปกรณ์
1.กากน้ำตาล 1 ส่วน
2.น้ำสะอาด 3 ส่วน
3.ขวดน้ำพลาสติกใช้แล้ว
วิธีการ
1.กากน้ำตาล มาผสมกับน้ำสะอาด ตามอัตราส่วน
2.บรรจุลงในขวดพลาสติก ซึ่งเจาะรูเป็นช่องหน้าต่างไว้ประมาณ 100
3.นำไปแขวนในแปลงผักหรือสวนผลไม้ สูงจากพื้นดินประมาณ 80-100 ซม. ระยะห่างกันประมาณ 5-10 เมตร
ผล
ผีเสื้อกลางคืนตัวเต็มวัย ที่ต้องการจะวางไข่ทุกชนิด จะได้กลิ่นหอมของกากน้ำตาลบินลงมากินน้ำหวานจากกับดักดังกล่าวและจมน้ำตาย เป็นจำนวนมาก จึงเป็นการตัดวงจรการระบาดของแมลงศัตรูพืช โดยเฉพาะพวกหนอนต่างๆ อย่างได้ผล
ข้อจำกัด ต้องคอยเปลี่ยนกากน้ำตาลผสมน้ำทุกๆ 10 วัน ซึ่งสามารถนำไปใช้ทำน้ำหมักชีวภาพต่อได้ประโยชน์
ประโยชน์
กับดักแมลงต้นทุนต่ำ สามารถทำใช้เองได้ง่ายและได้ผลดีมีต้นทุนที่ต่ำ จึงลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี สามารถลดปริมาณแมลงศัตรูพืชโดยเฉพาะหนอนชนิดต่างๆ อย่างได้ผลเป็นอย่างมาก จึงเป็นวิธีการควบคุมแมลงศัตรูพืชที่ประหยัดและปลอดสาร หากทำอย่างต่อเนื่องสามารถลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชได้จึงมีความปลอดภัยสูง

เรื่องจาก องค์ความรู้พร้อมใช้สำหรับชุมชน
5 ธันวาคม วันดินโลก

จากการประชุม องค์การเกษตรและอาหารแห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 144 ระหว่างวันที่ 11-15 มิถุนายน 2555 ณ สำนักงานใหญ่องค์การเกษตรและอาหารแห่งสหประชาชาติ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่ประชุมได้มีมติสนับสนุนและร่วมกันผลักดันให้มีการจัดตั้ง “วันดินโลก” (World Soil Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ไว้ภายใต้องค์การสหประชาชาติ (UN) เพื่อให้วันดังกล่าวเป็นที่รู้จักแพร่หลายในระดับนานาชาติเกิดความต่อเนื่องและจริงจังในการรณรงค์ด้านทรัพยากรดินในทุกระดับ
พร้อมทั้งสนับสนุนและส่งเสริมให้ UN จัดกิจกรรมเป็นการเฉพาะต่าง ๆ อาทิ การประกาศให้ปี ค.ศ. 2015 หรือปี พ.ศ. 2558 เป็น “ปีดินสากล” ตามที่ FAO และสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ และสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงโรม นำเสนอประเด็นดังกล่าวเกี่ยวกับบทบาทและความสำคัญของทรัพยากรดินที่มีต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก
สำหรับวันดินโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีนั้น จะตรงกับวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงนับเป็นการสดุดีพระเกียรติคุณในระดับนานาชาติ ตามที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญด้านการบริหารจัดการทรัพยากรดิน และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่สนับสนุนการบริหารจัดการดินอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน รวมทั้งเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในประเทศและนานาประเทศ จนได้รับทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยชาติ” พระองค์แรกของโลก เมื่อเดือนเมษายน 2555 ที่ผ่านมาจากสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ
ทั้งนี้ ประเทศสมาชิก ขององค์การเกษตรและอาหารแห่งสหประชาชาติ จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าบรรจุไว้ในการประชุม องค์การสหประชาชาติ ครั้งที่ 67 ในเดือนกันยายน2555 ณ นครนิวยอร์ก ซึ่งนับเป็นการร่วมเฉลิมฉลองและถวายพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2555 นี้ ด้วย
สำหรับที่มาของการจัดตั้งวันดินโลกนั้น เริ่มต้นมาจากการที่เมื่อปี ค.ศ. 2002 หรือ 10 ปีที่แล้ว สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ ได้เสนอให้วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันดินโลก แต่ยังไม่ได้บรรจุไว้ในระบบงานของ UN ดังนั้น หากมีการยอมรับอย่างเป็นทางการจาก UN จะนำไปสู่การทำกิจกรรมหรือรณรงค์อย่างจริงจังทั่วโลก
เนื่องจากทรัพยากรดินเป็นปัจจัยหลักสำคัญเริ่มต้นของการเพาะปลูกและผลิตพืชอาหารและพืชพลังงาน อีกทั้งดินยังเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่สามารถนำกลับมาทดแทนใหม่ได้หากเสื่อมสลายไป ซึ่งปัจจุบันมีการทำลายทรัพยากรดิน การใช้พื้นที่ดินผิดประเภท มีการพังทลายและเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ดังนั้น การปกป้องรักษาและการจัดการทรัพยากรดินอย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยการมุ่งใช้ทรัพยากรดินของโลกให้เกิดความยั่งยืนและมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งระบบชีววิทยา จะนำไปสู่รากฐานที่สำคัญของความมั่นคงทางอาหารของประชากรโลกในปัจจุบันและอนาคตทีเดียว.
คำเตือนสำหรับผู้ขายวัตถุอันตรายทางการเกษตร
คำเตือนสำหรับผู้ขายวัตถุอันตรายทางการเกษตร
1. ต้องมีใบอนุญาตมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตราย การฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท ( สองแสนบาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ
2. ต้องแสดงใบอนุญาตไว้ในที่เปิดเผย และเห็นได้ง่าย การฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาท)
3. การซื้อผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายทางการเกษตรไว้จำหน่าย ควรมีใบกำกับสินค้าเพื่อทราบแหล่งที่มาของสินค้า
4. ไม่จำหน่ายวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน การฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี (สามปี) หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท (สามแสนบาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ
5. ไม่จำหน่ายวัตถุอันตรายผิดมาตรฐาน การฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี (ห้าปี) หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท (ห้าแสนบาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ
6. ไม่จำหน่ายวัตถุอันตรายเสื่อมคุณภาพ การฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี (หนึ่งปี) หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาท) วัตถุอันตรายวางจำหน่ายเกิน 2 ปี (สองปี) ควรตรวจสอบคุณภาพ
7. ไม่จำหน่ายวัตถุอันตรายปลอม การฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี (เจ็ดปี) หรือปรับไม่เกิน 700,000 บาท (เจ็ดแสนบาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ
8. ไม่จำหน่ายวัตถุอันตรายที่ไม่ติดหรือฉลากไม่ระบุเลขที่ทะเบียน และวัน เดือน ปี ที่ผลิต การฝ่าฝืนโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ
9. ผู้ประกอบการค้าจะต้องอำนวยความสะดวกตามสมควรแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติตามกฏหมาย การฝ่าฝืนมีโทษ จำคุกไม่เกิน 1 เดือน (หนึ่งเดือน) หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาท)
ข้อสังเกตวัตถุอันตรายที่ไม่ได้มาตรฐาน
ฉลาก
1. ไม่มีเลขทะเบียน
2. ไม่ระบุผู้ผลิต ผู้จำหน่าย
3. ระบุเลขทะเบียนที่ไม่น่าจะเป็นจริง เช่น 12457/2543
4. วัน เดือน ปี ที่ผลิต เกิน 2 ปี
5. ฉลากเลอะเลือนไม่ชัดเจน
6. ระบุผู้ผลิตไม่มีรายชื่อในใบขออนุญาตผลิต (ติดต่อสอบถามที่ ส่วนสารวัตรเกษตร สำนักควบคุมพืช และวัสดุการเกกษตร กรมวิชาการเกษตร โทร. 02-940-5434
ภาชนะบรรจุ
1. ฝาปิดไม่มีตราสัญญลักษณ์ของผู้ผลิต
2. ขนาดบรรจุของภาชนะไม่ใช่ขนาดบรรจุวัตถุอันตรายชนิดนั้น ๆ
ราคา
1. ราคาถูกกว่าผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการอื่น
2. วางขายโดยการโฆษณาและมีการแจก แถมมากมาย
3. การจำหน่ายมักซ่อนเร้นปิดบัง
ลักษณะทางกายภาพ
1. ในสภาพที่เป็นของเหลว สังเกตจากการตกตะกอน
การบริการออกใบอนุญาต-ต่อใบอนุญาต
Posted by admin in การเปิดร้านเคมีเกษตร on 6 กรกฎาคม 2012
พระราชบัญญัติ วัตถุอันตราย พระราชบัญญัติปุ๋ยเคมี และพระราชบัญญัติพันธุ์พืช
1. ผู้ประกอบการร้านค้าต้องเสียค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติ 63 ฉบับ ทุกปี
1.1 วัตถุอันตราย 500 บาท/ปี/ฉบับ (ต้องมีใบประกาศนียบัตร กรมวิชาการเกษตร)
1.2 ปุ๋ยเคมี 100 บาท/ปี/ฉบับ
1.3 พันธุ์พืช 100 บาท/ปี/ฉบับ
2. ผู้ประกอบการ เขียนคำขอตามแบบฟอร์มยื่นให้หน่วยงานกรมวิชาการเกษตรในพื้นที่ทั่วประเทศ
พระราชบัญญัติ
ขอใบอนุญาต (ใหม่)
ต่อใบอนุญาต (เก่า)
วัตถุอันตราย
วอ.7
วอ.9
ปุ๋ยเคมี
ปค.1
ปค.2
พันธุ์พืช
พพ.1
พพ.10
3. หน่วยงานกรมวิชาการเกษตรที่สามารถติดต่อได้
3.1 สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร
3.2 ด่านตรวจพืช
3.3 ศูนย์วิจัยข้าว
3.4 ศูนย์วิจัยพืชไร่
3.5 ศูนย์วิจัยพืชสวน
3.6 ศูนย์วิจัยหม่อนไหม
3.7 ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชแลพปัจจัยการผลิต
4. วิธีปฏิบัติของหน่วยงานในพื้นที่
4.1 ตรวจรับคำขอตามแบบฟอร์ม
4.2 ลงบัญชีควบคุม พร้อมเก็บค่าธรรมเนียม
4.3 จัดส่งให้
4.4 ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร ลงนามในใบอนุญาต และจัดส่งให้ผู้ประกอบการ
4.5 สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร ส่งสำเนาใบเสร็จรับเงิน และส่งรายงานให้กรมวิชาการเกษตร
ติดต่อสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรในเขตพื้นที่ท่าน
ร้านจำหน่ายสารเคมีคุณภาพ (Q-Shop)
Posted by admin in การเปิดร้านเคมีเกษตร on 6 กรกฎาคม 2012
ร้านจำหน่ายสารเคมีคุณภาพ (Q-Shop)
จากข้อมูลปี 2546 ระบุว่า มูลค่าการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าของปี 2538 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ ในแต่ละปี ธุรกิจด้านวัตถุอันตรายขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีทั้งผู้นำเข้า ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และผู้จำหน่าย โดยเฉพาะผู้จำหน่าย มีร้านจำหน่ายสารเคมีทั่วประเทศมากกว่า 5,000 ร้าน มีการแข่งขันกันสูงมากทุกด้าน การแข่งขันสูงเป็นผลให้เกิดการผลิต การจำหน่ายสารเคมีที่ไม่ได้มาตรฐาน เพิ่มมากขึ้นด้วย ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้ใช้ ทั้งด้านสุขภาพอนามัย ผลผลิตได้รับความเสียหาย ที่สำคัญคือทำลายสิ่งแวดล้อม กรมวิชาการเกษตรจึงได้ร่วมกับสมาคมอารักขาพืชไทย สมาคมคนไทยผู้ประกอบธุรกิจสารเคมีเกษตร จัดทำโครงการ ร้านจำหน่ายสารเคมีทางการเกษตรที่มีคุณภาพ หรือ Q-Shop ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์
1. เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ตระหนัก และรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม
2. เพื่อให้ร้านค้าได้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เคมีเกษตรที่มีคุณภาพ และถูกต้องตามกฎหมาย
3. มีการจัดร้านค้าอย่างถูกสุขลักษณะ
4. เพื่อให้เกษตรได้ใช้ผลิตภัณฑ์เคมีเกษตรที่ได้มาตรฐาน ทั้งนี้ มีเป้าหมาย ที่จะให้การรับรองร้านจำหน่ายสารเคมีทางการเกษตรที่มีคุณภาพไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของร้านจำหน่ายสารเคมี ทางการเกษตรที่จดทะเบียนทั้งหมด โครงการนี้เปิดโอกาสให้ร้านค้าจำหน่ายสารเคมีทางการเกษตรเข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจ โดยร้านค้าที่ จะเข้าร่วมโครงการนั้นต้องไม่ถูกดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาก่อน ภายในระยะ 2 ปี ที่ผ่านมา และผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในร้านจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการ จะต้องมีนักวิชาการเกษตรประจำร้านเช่นเดียวกับเภสัชกรประจำร้านขายยา นักวิชาการเกษตรดังกล่าวจะต้องจบปริญญาตรีทางการเกษตร ซึ่งผ่านการทดสอบความรู้ด้านวัตถุอันตราย การอารักขาพืช และจรรยาบรรณในการจำหน่ายวัตถุอันตรายจากกรมวิชาการเกษตร ผลที่จะได้รับจากโครงการนี้ คือ การส่งเสริมให้มีร้านค้าจำหน่ายสารเคมี หรือ วัตถุอันตรายทางการเกษตรที่มีคุณภาพ มากขึ้น สร้างความมั่นใจให้เกษตรกรในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ วัตถุอันตรายทางการเกษตรจากร้านที่มีเครื่องหมาย “Q-Shop” ส่งผลให้เกษตรกรได้ใช้สารเคมีที่มีคุณภาพ ใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง เป็นการสนับสนุนนโยบาย “อาหารปลอดภัย” หรือ “Food Safety” ของรัฐบาลด้วย ข้อมูลจาก วารสารผลิใบ
จรรยาบรรณผู้ขายวัตถุอันตราย
ประเทศไทยมีพื้นที่ทำการเกษตรประมาณ 148 ล้านไร่ หรือ 46% ของพื้นที่ทั้งหมดพื้นที่ดังกล่าวมีการใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีที่นำเข้า จากต่างประเทศทุกปี มีจำนวนร้านค้าที่ขึ้นทะเบียนขออนุญาตตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 กว่า 5,000 ราย ในจำนวนนี้เป็นร้านค้าที่อยู่ในเขตภาคเหนือตอนบน กว่า 700 ราย ดังนั้นผู้ประกอบการร้านค้าทุกรายต้องมีจรรยาบรรณ ในการจำหน่ายวัตถุอันตราย ทั้งนี้เพื่อตัวผู้จำหน่ายเอง เพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อประชาชน เกษตรกร และเพื่อประทศชาติ จรรยาบรรณ เป็นข้อกำหนดพื้นฐานที่หน่วยงานภาครัฐบาล ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย หรือผู้ค้า และประชาชนทั่วไป ควรต้องถือเป็นแนวทาง ในการตัดสินใจว่าการกระทำใด ๆ ของตนเองหรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีฯ นั้นมีมาตรฐานการปฏิบัติอันอยู่ในเกณฑ์เป็นที่ยอมรับได้
จรรยาบรรณช่วยอะไรได้บ้าง
ี
1. ส่งเสริมให้มีการปฏิบัติตามวิธีการทางการค้าที่แสดงถึงความรับผิดชอบและได้รับการยอมรับโดยทั่วไป
2. ช่วยให้ภาครัฐสามารถควบคุมคุณภาพสารเคมี ฯ และความเหมาะสมในการใช้สารเคมี ฯ เพื่อตอบสนองความต้องการ ของประเทศ รวมไปถึงการสนับสนุนให้ภาครัฐได้มีการควบคุมการใช้และการจัดการอย่างปลอดภัย
3. ส่งเสริมการปฏิบัติอันเป็นรูปแบบในทางดี เพื่อให้มีการมช้อบ่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการกระทำอันเป็นการ ลดผลเสียที่อาจเกิดขึ้นต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม และป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้อย่างถูกต้อง
4. ส่งเสริมให้มีการใช้สารเคมีฯ เพื่อปรับปรุงผลผลิตทางการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อสุขภาพอันดีต่อมนุษย์ สัตว์ และพืช
บทบาทหน้าที่ของผู้ค้าสารเคมี
ีผู้ค้าต้องยึดถือแนงปฏิบัติในการจำหน่ายสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ดังต่อไปนี้
1. ขายหรือจำหน่ายสารเคมีที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน มีการบรรจุและติดฉลากอย่างถูกต้องเท่านั้น
2. ต้องศึกษาทำความเข้าใจสูตรผสม รูปแบบการนำเสนอ ภาชนะบรรจุ และคำบรรยายในฉลาก ทั้งนี้เพื่อให้สามารถแนะนำสารเคมี ฯ แก่ผู้ใช้ได้อย่างเหมาะสมกับสภาพการณ์
3. ทุกครั้งที่มีการจำหน่ายสารเคมีฯ ต้องสามารถให้ข้อมูลและวิธีการใช้ในรูปแบบหรือภาษาที่ทำให้ผู้ใช้เข้าใจได้ ทั้งนี้เพื่อ สนับสนุนให้การใช้ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
4. สนใจติดตามว่าผู้ใช้ได้นำสารเคมีฯ ไปใช้อย่างไร มีปัญหาอุปสรรคใด ๆ อันอาจเกิดขึ้นระหว่างการใช้ ทั้งนี้เพื่อรวบรวมข้อมูล เพื่อแจ้งต่อผู้ผลิตซึ่งอาจดำเนินการเปลี่ยนแปลงฉลาก วิธีการใช้ การผสม หรือพิจารณาถึงความเหมาะสมให้สินค้ามีจำหน่ายตามท้องตลาด
5. ผู้ค้าต้องร่วมมือกับภาครัฐบาล องค์กรระหว่างประเทศและผู้ประกอบการในการเผยแพร่เอกสาร หรือวัสดุอุปกรณ์เสริมสร้าง ความรู้ให้กับผู้ใช้ เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการเกษตร สหพันธ์ กรรมกรและผู้สนใจทั่วไป เพื่อให้มรการปฏิบัติตามข้อแนะนำ อันนำไปสู่การใช้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
6. ผู้ค้าจะต้องร่วมมือกับภาครัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมเคมีเกษตร เพื่อพัฒนาและส่งเสริมระบบการป้องกันกำจัดศัตรูพืช แบบผลมผสาน รวมไปถึงวิธีการใช้สารเคมีฯ อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ มีประสิทธีผล และคุ้มค่าต่อการลงทุน
7. เนื่องจากปัญหาการดื้อยาของศัตรูพืช เป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ผู้ค้าสารเคมีจะต้องร่วมมือกับภาครัฐบาล ผู้ผลิต สถาบันต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงสถาบันเอกชน ในอันที่จะช่วยกันพัฒนากลยุทธ์หรือวิธีการใด ๆ เพื่อที่จะช่วยยืดอายุการใช้สารเคมี ฯ และเพื่อลดผลเสียอันเกิดจาการดื้อยาของศัตรูพืช
8. ผู้ค้าสารเคมี ฯ ต้องให้ความร่วมมือกับผู้ผลิต และหน่วยงานของรัฐบาล ในการเฝ้าระวังการใช้สารเคมี ฯ เพื่อประเมินหา ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อันอาจเกิดขึ้นหลังจากที่มีการใช้จริงๆ ในไร่นา
9. ผู้ค้าควรจัดให้มีสถานที่เฉพาะและเหมาะสม สำหรับการจัดเก็บสารเคมีฯ และกากของเสีย เพื่อเป็นการลดอันตรายใด ๆ อันอาจเกิดขึ้นได้
10. ผู้ค้าควรตรวจสอบคุณภาพของสินค้าที่ตนจำหน่ายให้แน่ใจว่ามีมาตรฐาน ตามที่ฉลากกำหนด โดยไม่ปลอมปน ทั้งนี้หากพบสินค้าที่มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน ก็ให้ความร่วมมือตามสมควรกับหน่วยงานของภาครัฐบาล ในดการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
11. ผู้ค้าควรซื้อสินค้าสารเคมีฯ จากผู้ประกอบการที่น่าเชื่อถือ และผู้ซึ่งควรเป็นสมาชิกของสมาคมการค้าที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย
12. ผู้ค้าต้องจัดให้มีผู้ขายที่ผ่านการฝึกอบรมการขายสารเคมีฯ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า พนักงานขายนั้นสามารถให้ความรู้ เกี่ยวกับการใช้ที่ถูกต้อง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ
วัตถุอันตราย parathion methyl และ endosulfan
ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 2) parathion methyl และ endosulfan เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 (ห้ามประกอบกิจการ) โดยมีบทกำหนดโทษตาม พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และได้ออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่มที่ 121 ตอนพิเศษ 118ง. ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2547 โดยมีผลบังคับให้ผู้ประกอบการ นำส่งต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ ภายในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 ดังนั้นจึงมีผลทำให้ผู้ประกอบการ ร้านค้า ต้องแจ้งและนำส่งมอบต่อเจ้าหน้าที่
งาน “เทศกาลผลไม้และของดีเมืองระยอง” ประจำปี 2555
งานเทศกาลผลไม้และของดีเมืองระยอง
“เทศกาลผลไม้และของดีเมืองระยอง” : 1-31 พ.ค. 55 ณ ตลาดกลางผลไม้เพื่อการเกษตรตะพง จ.ระยอง ภายในงานมีกิจกรรม เช่น ขบวนแห่รถประดับด้วยผลไม้ ซุ้มประกวดผลไม้ การประกวดผลไม้ ประกวดธิดาสวน การจำหน่ายผลไม้และผลิตภัณฑ์จากอาหารทะเล การแข่งขันต่างๆ เช่น แข่งกินผลไม้ เป็นต้น สอบถามได้ที่ ททท. สำนักงานระยอง โทร.0-3865-5420 – 1
ในงานมีขบวนแห่รถประดับด้วยผลไม้ การประกวดผลไม้ ประกวดธิดาชาวสวนผลไม้ การจำหน่ายผลไม้และผลิตภัณฑ์จากอาหารทะเล ตลอดจนการแสดงนิทรรศการด้านการเกษตร จัดในช่วงฤดูผลไม้ประมาณเดือนพฤกษภาคมของทุกปี เป็นเวลา 1 สัปดาห์ วันที่สำคัญที่สุดในงานก็คือวันเปิดงาน จะมีขบวนแห่รถประดับผลไม้จากสวนศรีเมืองมายังตลาด ประกวดธิดาชาวสวนที่สวนศรีเมือง ช่วงบ่ายเป็นพิธีเปิด มีการมอบรางวัลขบวนรถประดับผลไม้ ทั้งประเภทสวยงามและความคิดสร้างสรรค์ มอบรางวัลให้ธิดาชาวสวนหลังจากนั้นจะมีการแข่งขันรับประทานผลไม้ ส่วนวันอื่น ๆ ก็มีเฉพาะการออกร้านจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ต่างๆ
สถานที่จัดงาน : จัดสลับหมุนเวียนกันระหว่างอำเภอเมืองระยอง กับอำเภอแกลง
จัดในช่วงฤดูผลไม้ประมาณ เดือนพฤษภาคมของทุกปี













